ในกรงขังม่านกระจก และดวงตะวันในกองขยะ (ตอนที่ 10)

 

ในกรงขังม่านกระจก และดวงตะวันในกองขยะ

โดย : ศูนย์ศิลา

ภาพทัศนียภาพเมืองหลวงมุมสูงผ่านกระจกหน้าต่างชั้นสี่สิบห้า แสงอาทิตย์อัสดงสีแดงก่ำสาดส่องตัดกับเงาร่างชายหนุ่มนั่งก้มหน้าหมดหวังหลังโต๊ะไม้โอ๊ก

"ตะกร้าของฉันเคยมีแต่ขยะ บี... 

วันนี้มันจึงมีมูลค่ามากพอจะโอบอุ้มเพื่อน 

แก้วที่ร้าว... เราช่วยกันหลอมมันขึ้นมาใหม่ได้เสมอ"

 

แสงอัสดงนอกกระจกหน้าต่างชั้นสี่สิบห้าไร้ซึ่งความรุ่งโรจน์ มันฉาบทาขอบฟ้าด้วยสีแดงก่ำราวโลหิตแห้งกรัง บีนั่งจมอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่อง แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงบัดนี้งองุ้ม ราวกับต้องแบกรับน้ำหนักของหอคอยกระจกทั้งหลังไว้เพียงลำพัง ตัวเลขในรายงานการเงินสีแดงฉานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นดั่งผู้พิพากษาไร้เสียง หนี้สินนับร้อยล้านจากการทรยศหักหลังของหุ้นส่วนที่เขาเคยไว้ใจ กำลังสูบกลืนลมหายใจของบริษัทที่เขาสร้างมากับมือให้ดิ่งลงสู่เหว

เสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่งแผ่วเบา ยิ่งตอกย้ำความเงียบงันป่าเถื่อนในห้องทำงาน ในหัวของบีอื้ออึงไปด้วยเสียงล้มครืนของความฝัน เขารู้สึกเหมือนสัตว์จนตรอกที่ติดอยู่ในกรงแก้วหรูหรา ข้างนอกนั่น ลมพายุแห่งการล้มละลายกำลังพัดกรรโชก และในความมืดมิดนั้น มี "วาฬลึกลับ" จากบริษัทรีไซเคิลยักษ์ใหญ่ที่ชื่อ รี-เจเนซิส (Re-Genesis) กำลังกว้านซื้อหุ้นเน่าๆ ของเขาเพื่อหวังเทคโอเวอร์อย่างเยือกเย็น

"มันคงสิ้นสุดแล้ว" บีคิด ปล่อยให้ม่านน้ำตาบางๆ บดบังทัศนียภาพของเมืองหลวงอันโหดร้าย อดีตที่เขาเคยเหยียบย่ำ ดิ้นรน และยอมทำตัวเป็นคนสารเลวเพื่อความอยู่รอด กำลังย้อนกลับมาทวงคืนในคราบของนายทุนไร้หน้า

เสียงประตูห้องทำงานเปิดออกเบาๆ เลขานุการสาวก้าวถอยออกไปอย่างนอบน้อม ปล่อยให้ชายหนุ่มในชุดสูทสากลคัตติ้งเนี้ยบสีเทาเข้มก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าของแขกผู้มาเยือนหนักแน่น ทว่าไร้เสียงกระโชกโฮกฮาก บีไม่ได้เงยหน้ามอง ทำเพียงถอนหายใจยาว แววตาสิ้นแสง

"คุณมาเพื่อเซ็นสัญญาประหารผมสินะ... ประธานรี-เจเนซิส" บีเอ่ยเสียงแหบพร่า

"ฉันมาเพื่อคืนเศษแก้วที่นายเคยเก็บไว้ให้ต่างหาก... บี"

เสียงนั้นทุ้มต่ำและคุ้นเคยอย่างประหลาด... คุ้นเคยจนทำให้หัวใจของบีกระตุกวูบ เขารีบเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่พร่าเลือนเพ่งมองผ่านความมืดสลัวของห้อง ชายตรงหน้าคือมหาเศรษฐีใหม่ผู้ทรงอิทธิพลในวงการสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อแสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามสาดกระทบใบหน้า คมหน้าเหลี่ยมสัน ดวงตาคมปลาบที่แฝงแววทรหด และรอยแผลเป็นจางๆ ที่หลังมือคู่นั้น...

"เอ..." บีครางชื่อนั้นออกมาคล้ายคนละเมอ ตัวแข็งทื่อราวกับถูกศิลาทับ

โลกทั้งใบเงียบงันลงทันใด ความทรงจำในวัยเยาว์ ภาพของเด็กชายมอซอในกองขยะ และเหตุการณ์ในวันที่บีสลัดความสัมพันธ์ สวมบทบาทคนใจดำเพื่อขับไล่เอให้ออกไปจากวงโคจรแห่งอันตราย พลันสว่างวาบขึ้นมา บีสูดหายใจเข้าลึก ความหวาดกลัวอันสิ้นหวังแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอย เอคงกลับมาแล้ว กลับมาเพื่อเหยียบย่ำเขาในวันที่เขาล้มลงต่ำที่สุด สะสางบัญชีแค้นที่ถูกหักหลังในอดีต

บีหลับตาลงก้มหน้าต่ำ ความละอายใจดั่งคมมีดกรีดลึกลงในอก เกราะกำบังที่สร้างจากความทะนงตนพังทลายไม่เหลือชิ้นดี เขารู้สึกสมเพชตัวเองที่ต้องมาสยบยอมต่อคนที่เคยผลักไส หัวใจบีบคั้นด้วยความเจ็บปวดอันแสนสาหัส ยิ่งเอมีสง่าราศีในชุดสูทเนี้ยบกริบ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างต่ำต้อยและน่าละอายเหลือเกินในกรงแก้วแห่งนี้

"ถ้าสะใจแล้ว ก็เชิญลงดาบเถอะเอ... ฉันไม่เหลืออะไรจะสู้แล้ว" บีเอ่ยรำพึง รอปาฏิหาริย์แห่งความตายทางการค้า

มือหนาในแขนเสื้อสูทสีเทาเข้มกำลังวางลูกแก้วสีเขียวหม่นที่มีรอยขีดข่วนลงบนตั๋วเช็คเงินสด บนโต๊ะไม้โอ๊กที่มีแสงเงาทอดยาว
ทว่า สิ่งที่วางลงบนโต๊ะไม้โอ๊กกลับไม่ใช่ซองเอกสารฟ้องร้อง หรือสัญญาฮุบกิจการอันโหดร้าย แต่มันคือเช็คเงินสดและสัญญาร่วมทุนที่ระบุตัวเลขเพียงพอที่จะชุบชีวิตบริษัทของบีให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันที และที่วางทับอยู่บนเช็คใบนั้น... คือลูกแก้วราคาถูกสีเขียวหม่นที่มีรอยครูดขีด ลูกแก้วจากกองขยะในอดีตที่บีเคยยกให้เอเป็นของขวัญวันเกิด

บีเบิกตากว้าง มองหน้าเพื่อนเก่าและวัตถุสิ่งนั้นอย่างไม่เข้าใจ "นี่มัน... หมายความว่ายังไง? นายควรจะเกลียดฉันไม่ใช่หรือ?"

เอยิ้มบางๆ แววตาไม่มีกระแสแห่งความเคียดแค้นแม้แต่น้อย มันนิ่งสงบและลึกซึ้งราวกับมหาสมุทรที่ผ่านมรสุมมานับครั้งไม่ถ้วน เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ประสานมือไว้บนตัก

"ฉันเคยเฝ้ามองนายจากข้างล่าง... บี เฝ้ามองวันที่นายหันหลังให้ฉัน วันที่นายทำตัวร้ายกาจเพื่อไม่ให้พวกนักเลงตามมาเจอฉัน วันที่นายยอมเปื้อนโคลนเพื่อให้ฉันได้เรียนหนังสือ" เอเอ่ยเรียบๆ ทว่าน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "ฉันรู้ความจริงหมดแล้ว บี... รู้ตั้งแต่วันที่ฉันไปตามหาความจริงที่มูลนิธิ แล้วพบสมุดบัญชีเก่าของธนาคารออมสิน กับลายมือของผู้บริจาคที่ไม่ประสงค์ออกนาม... ลายมือที่ฉันจำได้ดีว่าเป็นของใคร"

น้ำตาที่บีกักเก็บไว้พังทลายลงมาอย่างไร้ทิศทาง ความตึงเครียดที่ขึงตึงจนแทบขาดสะบั้นในอกพลันมลายหายไป เหลือเพียงความจริงอันเปลือยเปล่าของมนุษย์สองคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข

เอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างกระจก บานกระจกที่เคยเป็นกรงขังบัดนี้สะท้อนภาพชายสองคนในวัยหนุ่มใหญ่ผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เอหันกลับมา สบตากับเพื่อนแท้เพียงคนเดียวในชีวิตของเขา ก่อนจะกล่าวประโยคที่ดังก้องในใจของบีไปตลอดกาล

"ตะกร้าของฉันเคยมีแต่ขยะ บี... วันนี้มันจึงมีมูลค่ามากพอจะโอบอุ้มเพื่อน แก้วที่ร้าว... เราช่วยกันหลอมมันขึ้นมาใหม่ได้เสมอ"

ท่ามกลางราตรีที่กำลังคืบคลาน แง่มุมของกระจกสะท้อนแสงไฟจากเมืองหลวงระยิบระยับราวกับเศษแก้วที่พร่างพรมอยู่บนผืนดิน เปล่งประกายงดงามในความมืด
บีลุกขึ้นจากเก้าอี้ กำแพงแห่งความทรนงพังทลายลงสิ้น เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วโผเข้ากอดเพื่อนรักไว้
แน่น สะอื้นไห้ราวกับเด็กชายคนเดิมในซอยเปลี่ยวคนนั้น เอตตบหลังเพื่อนเบาๆ ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทว่ามันคือการมีใครสักคนคอยพยุงในวันที่ตราชั่งแห่งชีวิตเอียงกระเท่ห์จนเกือบคว่ำ

ท่ามกลางราตรีที่กำลังคืบคลาน แง่มุมของกระจกสะท้อนแสงไฟจากเมืองหลวงระยิบระยับราวกับเศษแก้วที่พร่างพรมอยู่บนผืนดิน เปล่งประกายงดงามในความมืด มิใช่ขยะ แต่เป็นดั่งดวงดาวที่รอคอยวันหลอมรวมใหม่

i start from zero

👉 อ่านเรื่องสั้นตอนนี้ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ : In the Cage of Glass, and the Sun Amidst the Rubble


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ก้าวแรกจากศูนย์: 20 ปีที่รอคอย กับ 5 ชั่วโมงที่วุ่นวาย

เมื่อก้าวแรกในโลกหล้า...คือเสียงร้องที่ต่างระดับ : When the First Breath Echoes in Disparity

I Start From Zero: ทำไมผมถึงกลับมาเริ่มต้นใหม่ในวันที่โลกหมุนไวที่สุด