ในรอยละอองที่สลาย... เมื่อกำแพงทองคำมิอาจกั้นสายลมมรณา (ตอนที่ 11)
ในรอยละอองที่สลาย... เมื่อกำแพงทองคำมิอาจกั้นสายลมมรณา
โดย : ศูนย์ศิลา
"ความจริงที่แท้จริงคือ
ไม่มีสิ่งใดที่เราครอบครองได้แท้จริง
แม้กระทั่งลมหายใจของตัวเอง"
บนชั้นสูงสุดของอาคารกระจกตระหง่านฟ้า ท่ามกลางห้วงอวกาศจำลองที่เงินตราเนรมิตได้ทั้งความเงียบงันและอากาศบริสุทธิ์เหลวจากระบบวิศวกรรมล้ำยุค — บี ยืนมองแผ่นหลังของ เอ ซึ่งค้อมต่ำลงราวกับกิ่งหลิวจวนเจียนหักโค่น เสียงเครื่องช่วยหายใจขยับเยื้องเป็นจังหวะหนักหน่วง ทุ้มต่ำ และแหบพร่า คล้ายเสียงกรวดทรายที่ถูกคลื่นซัดสาดในคืนมืดมิด มันเป็นตลกร้ายที่โชคชะตาสลักไว้บนกระดูกของพวกเขา ในวันที่พอร์ตหุ้นและอาณาจักรธุรกิจรีไซเคิลของพวกเขาทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดจนสามารถเนรมิตได้ทุกสิ่ง ชะตากรรมกลับส่งใบแจ้งหนี้แค้นจากอดีตมาเรียกเก็บในรูปแบบของมะเร็งปอดและสภาวะปอดล้มเหลวเฉียบพลัน
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่บีทุ่มเงินตรามหาศาลจ้างมา — ผู้ซึ่งมีค่าตัวแพงลิ่วราวก้อนทองคำ — ทำได้เพียงส่ายหน้าในความมืดมน หมอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าบาดลึกว่า มันมิใช่โรคภัยที่เพิ่งอุบัติ แต่เป็น ‘มรดกตกทอด’ จากละอองพิษ ควันพลาสติกไหม้ และไอระเหยของโลหะหนักจากกองขยะมหึมาในชุมชนที่เอเคยเติบโต — สถานที่ซึ่งบีในวัยเยาว์ผู้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด เคยไปเยือนในฐานะผู้บริจาคใจบุญ และเคยร่วมวิ่งเล่นขายของเก่า ล้อมวงกินอาหารราคาถูกกับเพื่อนรักอย่างสนุกสนานชั่วครั้งชั่วคราว โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า ห้วงเวลาแห่งมิตรภาพอันแสนสุขที่ตนมองเป็นเพียงประสบการณ์ชีวิตอันโลดโผนในวันวาน จะฝังเศษซากแห่งความตายไว้ในเนื้อเยื่อปอดของเอเพียงผู้เดียว
สารเคมีเหล่านั้นซึมลึก จำศีล และหมักหมมอย่างทรยศอยู่ภายในร่างกายของเอมานานนับทศวรรษ เงินตรานับหมื่นล้านในวันนี้ มิอาจย้อนเวลาไปไถ่ถอนลมหายใจที่ถูกจำนองไว้กับความยากจนในวันวานได้เลย ชนชั้นและอภิสิทธิ์ปกป้องบีไว้จากละอองพิษ ทิ้งให้เอแบกรับมรดกบาปแห่งชนชั้นกรรมาชีพไว้เพียงลำพัง จนอำนาจเงินที่บีเชื่อมั่นแปรสภาพเป็นเพียงเศษกระดาษและตัวเลขอิเล็กทรอนิกส์อันว่างเปล่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกฎไตรลักษณ์ในช่วงยามเย็นที่แสงตะวันก้มต่ำลงแตะเส้นขอบฟ้า ท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างกระจกแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มชาดราวกับผืนผ้าที่ถูกย้อมด้วยโลหิตและหยาดน้ำตา เอเอ่ยปากขอให้บีประคองเขาออกไปนั่งที่ระเบียงกว้าง สายลมธรรมชาติโชยมาปะทะใบหน้าซีดเซียวและซูบตอบ เอฝืนยิ้มบางเบา ดวงตาที่เคยหม่นแสงกลับทอประกายแจ่มใสอย่างประหลาด เขามองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าไปอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่ากังวานในความรู้สึกของบี
"บี... นายดูนั่นสิ อานุภาพของดวงอาทิตย์ไม่เคยลำเอียงเลยนะ มันส่องสว่างให้กองขยะที่ฉันเคยนอน และมันก็ส่องแสงแบบเดียวกันให้ตึกระฟ้าแห่งนี้ ตอนเด็กๆ ฉันวิ่งหนีความตายเพราะความอดอยาก ส่วนนายก้าวเข้ามาเยี่ยมนิเวศของความยากจนด้วยความไร้เดียงสา มาตอนนี้เรากลับต้องมานั่งรอความตายบนกองเงินกองทองที่ไม่มีอยู่จริง... มรดกที่แท้จริงที่ฉันจะให้นายไม่ใช่หุ้นหรือบริษัทหรอกนะ แต่ความจริงที่แท้จริงคือ ไม่มีสิ่งใดที่เราครอบครองได้แท้จริง แม้กระทั่งลมหายใจของตัวเอง ปล่อยมันไปเถอะเพื่อน"
ทันใดนั้น สัญญาณเตือนจากเครื่องพยุงชีพเริ่มกรีดร้องขัดจังหวะสายลม บีตื่นตระหนกจนตัวสั่น เท้าของเขาก้าวพรวดพราดเข้าไปหมายจะกดปุ่มเรียกทีมแพทย์ มือไม้สั่นเทารีบปรับวาล์วออกซิเจนให้แรงขึ้นโดยหวังยื้อเวลา ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตเข้ากัดกินหัวใจจนแทบบ้า บีร่ำไห้โฮราวกับเด็กน้อย
"ไม่เอาน่ะเอ! หมอต้องทำอะไรได้สิ! ฉันจะยกเลิกสัญญาทั้งหมด ฉันจะขายหุ้นทิ้งให้หมดเพื่อหาทางรักษานาย ทำไมล่ะเอ... วันนั้นเราก็สูดควันพลาสติกด้วยกันในกองขยะไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงต้องเป็นนายคนเดียวที่ต้องตาย! นายห้ามทิ้งฉันไว้กับความรู้สึกผิดแบบนี้!" มหาเศรษฐีผู้เคยควบคุมทุกกลไกตลาด บัดนี้กลับทำตัวเหมือนเด็กน้อยที่กำลังตื่นตระหนกและไร้เดียงสาต่อหน้ากระจกเงาแห่งมัจจุราช
เอเอื้อมมืออันผอมบางแต่อบอุ่นมาคว้าข้อมือของบีไว้ แรงบีบนั้นแผ่วเบาทว่ามั่นคงแทนคำสั่งให้หยุดพฤติกรรมอันไร้ผล ในอุ้งมือของเอที่แบออก มีเศษฝาขวดน้ำพลาสติกสีซีดชิ้นเล็กๆ ชิ้นส่วนจากรถของเล่นเก่าๆ ที่บีเคยหยิบยื่นให้เอในวันแรกที่พบกันที่ชุมชนขายของเก่า มันไม่มีมูลค่าใดๆ ในตลาดหุ้น ทว่าในวินาทีนี้ มันกลับมีค่าน้ำหนักมากกว่าสัญญากู้เงินทุกฉบับในโลก มันคือสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวของความสุขอันแท้จริงที่ไม่เคยถูกแปรรูปเป็นมูลค่าเงินตรา
"พอเถอะบี... มันหมดเวลาจำนองแล้ว" เอโปรยยิ้มสุดท้าย
เมื่อแสงสุดท้ายของวันจมหายไปในความมืด มือของเอที่เคยหยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนักก็ค่อยๆ คลายออกและทิ้งตัวลงข้างลำตัวอย่างสงบ ฝาขวดพลาสติกเก่าๆ ร่วงหล่นกระทบพื้นระเบียงเสียงดังกิ๊ก — พร้อมเสียงสัญญาณชีพที่ลากยาวเป็นเส้นตรง ทิ้งให้บีนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางความเงียบงันและสัจธรรมอันเปลือยเปล่าเพียงลำพัง ตัวเลขในบัญชีและพอร์ตหุ้นอันอนันต์ บัดนี้ไม่ต่างจากอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวที่ไม่สามารถยื้อลมหายใจสุดท้ายของเพื่อนรักไว้ได้แม้แต่เสี้ยววินาที ท่ามกลางเงามืดที่คืบคลานเข้ามา บีเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคำว่าปล่อยวาง และตระหนักว่ามนุษย์เรานั้น สุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงละอองฝุ่นที่ผ่านมาขอยืมอากาศโลกหายใจชั่วคราวเท่านั้นเอง
i start from zero
👉 อ่านเรื่องสั้นตอนนี้ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ : In the Dissolving Dust: When Golden Walls Fail to Bar the Mortal Wind


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น